#เมื่อสุนัขแมวโดนวางยาเบื่อ #ทำไงดี???

#เมื่อสุนัขแมวโดนวางยาเบื่อ #ทำไงดี??? รบกวนกดแชร์ด้วยครับจะได้ช่วยน้องๆได้อีกเยอะครับ

ถ้าคุณเห็นน้องหมามีอาการดังต่อไปนี้
1. เดินโซเซ ขาอ่อนไม่มีแรง
2. หาน้ำกิน หรือว่าแช่น้ำ เนื่องจากยาเบื่อมีฤทธิ์ร้อน และจะทำให้หมาร้อนภายในร่างกาย และกระหายน้ำมาก
3. ตาลอย เซื่องซึม และมีน้ำลายฟูมปาก
4. ตัวเกร็ง (อาการคงคล้ายๆ กับสุนัขบ้า อย่ากลัว)

หลายคนที่เลี้ยงน้องหมา แล้วถูกคนใจร้ายข้างบ้านหมายมาดไว้ว่าซักวันแกต้องเสร็จฉันแน่หรือไม่ก็ เจ้าตัวเล็กดันไปซนกินยาเบื่อ ยาพิษ หรือสารเคมีเข้าซะเอง เราควรทำอย่างไร

นอกจากร้องโวยวายว่าทำไงดี ทำไงดี???

(ขณะที่น้องหมาคุณจะตายอยู่แล้ว…)

ขั้นตอนที่คุณจะต้องทำมีแค่

1.ตั้งสติ ท่องไว้ว่า “ต้องรอด”

2.ทำให้อาเจียนเอาของพิษซึ่งกินเข้าไปออกมา

3.ให้กินยาหรือสารเคมีบางตัวเพื่อดูดซึมพิษ ระหว่างที่แบกไปส่งคลินิคใกล้เคียง ภายใน 4 ชั่วโมง

หลังจากโดนยา เพื่อทำการล้างท้องต่อไปค่ะเพราะถ้าเกิน 4 ชั่วโมงไปแล้วพิษจะซึมเข้าสู่กระแสโลหิตทำให้การล้างท้องก็ไม่ได้ผล

และโอกาสรอดเป็นไปได้ต่ำมากนั่นเองค่ะเพราะถ้าเกิน 4 ชั่วโมงแล้ว ช่วยได้แต่การรักษาแบบประคองอาการโดยการให้น้ำสารน้ำ และให้ยาแก้พิษค่ะ(ถ้ามี)

นี่คือสิ่งที่ต้องเตรียมไว้ติดบ้านค่ะ

(สูตรนี้หมอต้ารวบรวมจากประสบการณ์ของป้าๆ

ที่ Confirm ว่า “ได้ผล” ลองนำไปใช้ดูนะค่ะ)

สูตรที่ 1 (ยาแอนตาซิลน้ำ+ ถ่านอัดเม็ด)

คุณสมบัติ

ยาแอนตาซิลน้ำ มีคุณสมบัติ เคลือบตั้งแต่คอลงไปถึงกระเพาะ หยุดการดูดซึมสารพิษไปไม่ให้มากกว่านี้+ ถ่านเม็ด(Activated Charchol) คุณสมบัติ ช่วยดูดซึมสารพิษจากในกระเพาะ

วิธีการใช้

1.บดถ่านเม็ดให้เป็นผง สัก 10 เม็ด หรือมากกว่านั้นก็ได้ (สำหรับสุนัขพันธ์ใหญ่คะ) / พันธ์เล็ก 1-1.5 คะ

2.เทลงในแอนตาซิลสูตรน้ำ เขย่าให้เข้ากัน

3.จับกรอกลงในสุนัขที่โดนยาเบื่อ ยิ่งกรอกได้มากเท่าไหร่ยิ่งดี

4.รีบส่งคลินิคใกล้เคียงภายใน 4 ชั่วโมงค่ะ

* ถ้าหาแอนตาซิลไม่เจอ ป้อนถ่านเม็ดไปเลยค่ะ 5-10 เม็ด

(ถ่านอัดเม็ด หาซื้อได้ตามร้านขายยาคนทั่วไปค่ะเม็ดละบาท

ให้ซื้อติดบ้านไว้ค่ะ หมอต้าซื้อติดไว้แทบจะกินเองได้อยู่แล้ว ^^)

สูตรที่ 2 ( มีแค่ 2 ขั้นตอนคือ ให้อาเจียน และ กันการดูดซึมของสารพิษ)

ขั้นตอนแรก ป้อนอะไรก็ได้ที่ทำให้สุนัขอาเจียนออกมาได้ไวและไม่มีอันตราย

1.การกรอกน้ำเกลือ (เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 1 แก้ว)

เมื่อสัตว์อาเจียนออกมา ก้อจะลดปริมาณสารพิษ ที่อยู่ในกระเพาะอาหาร นั่นเองค่ะ

2. Baking Soda หรือ ผงฟู

ซึ่งมีส่วนประกอบคือ โซเดียมไบคาร์บอเนต เมื่อเราป้อนเข้าไปในทางเดินอาหาร

จะช่วยทำให้เกิดการระคายเคือง และกระตุ้นให้อาเจียนออกมาได้
3.เกลือแกงในครัว จับสุนัขอ้าปากแล้วป้อนเกลือป่นประมาณ 1-2 ช้อนโต๊ะ ป้อนให้ลึกถึงโคนลิ้น จากนั้นให้รีบปิดปากเค้าไม่นานนักสุนัขจะเริ่มอาเจียนออกมา แต่ข้อเสียของการป้อนเกลือเพื่อทำให้อาเจียนจะทำให้สุนัขหิวน้ำมากค่ะ ต้องให้รีบกินน้ำตามมา

วิธีการป้อน โดยให้นอนในลักษณะหัวต่ำไว้ก่อนเพราะถ้าอาเจียนออกมาของเหลวที่ไหลออกมาจะได้ไหลออกจากปากทันที ไม่ไหลย้อนลงไปที่ปอดค่ะ

ขั้นตอนที่ 2 ก็คือ ขั้นตอนการลดการดูดซึมของสารพิษให้ได้มากที่สุด

การกรอก น้ำนม หรือ ไข่ขาว(ตอกไปเลยค่ะ 3 ฟอง ไม่ต้องกลัวเปลือง)แม้ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก แต่พอจะช่วยได้บ้างค่ะ

การให้กินสารจำพวกที่ลดการดูดซึมของสารพิษ ของที่หาง่ายๆ และมีติดไว้แทบทุกครัวเรือนคือ ไข่ แต่ให้เลือกใช้เฉพาะส่วนที่เป็น ไข่ขาวดิบ เพราะไม่ดูดซึมเข้าร่างกายค่ะ

นมวัวที่เรากินก็ใช่ได้เช่นกันค่ะ เพราะของที่กล่าวมาจะทำให้การดูดซึมพิษในร่างกายของสัตว์เกิดขึ้นช้าลง เสร็จแล้วให้รีบนำส่งคลินิคใกล้เคียงให้เร็วที่สุดค่ะ

ทั้งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ใช้ได้กับสุนัขที่ถูกสารเคมีที่ไม่ใช่

“กรดหรือกินด่างที่มีฤทธิ์อย่างแรง” เท่านั้นค่ะ

กรดหรือกินด่างที่มีฤทธิ์อย่างแรง มีฤทธิ์กัดกร่อนทางเดินอาหารจนเกิดบาดแผล “ไม่ควรทำให้หมาตัวนั้นอาเจียนออกมาอีก”

เพราะยิ่งทำให้เกิดการกัดกร่อนของทางเดินอาหารมากยิ่งขึ้นค่ะ

อีกวิธีหนึ่งที่ได้ผลดี

คือโซดา

1.หาโซดาเย็นๆ 1 ขวด (ถ้าไม่เย็น เอาแบบธรรมดาก็ได้ค่ะ) ถ้าคิดไม่ออกว่าซื้อที่ไหนให้ไปที่ร้านขายของชำทั่วไป หรือ ร้านเซเว่นอีเลเว่น รับรองมีแน่นอน

2. คนอย่างน้อย 2 คนในการช่วยน้องหมา คือ
+หนึ่งคนอ้าปากน้องหมาเนื่องจากสุนัขจะเกร็งตัว และปากไม่ยอมอ้า
++อีกหนึ่งคนเตรียมกรอกโซดา
(ถ้าคนเดียวจะช่วยเค้ายากมากๆ ค่ะ น้องหมาอาจตายได้ เค้าไม่เปิดปากหรอกค่ะ)

วิธีช่วยชีวิตน้องหมาคือ
1. อ้าปากสุนัข จากนั้นค่อยๆ กรอกโซดาให้ไหลเข้าปากน้องหมาไปทีละน้อยๆ

2. ปล่อยให้สุนัขได้อาเจียน หรือหายใจเพื่อผ่อนคลายความตรึงเครียดบ้าง เพราะเค้าจะกลัวว่าเอาอะไรมาให้เค้ากินอีก แล้วค่อยๆ กรอกใหม่ตามข้อ 1 ประมาณสัก 5 วินาทีต่อครั้ง สลับกันไปกับข้อ 2 จนโซดาหมดค่ะ

3. ดูอาการน้องหมาถ้ายังไม่ดี ก็ให้กรอกใหม่อีก 1 ขวด และสังเกตุอาการว่าดีขึ้นหรือเปล่า จากนั้นก็ค่อยๆ ทำความสะอาด พยายามเช็ดที่หน้า ปาก ใบหู หน้าท้อง เพื่อคลายความร้อนน้องหมา เป็นการช่วยอีกทางค่ะ

4. จริงๆ แล้วแค่โซดาขวดเดียว น้องหมาก็จะดีขึ้นตามลำดับค่ะ

หมายเหตุ
1. หมาบ้าน การช่วยอาจจะไม่ปัญหา แต่ว่าหมาข้างถนนต้องดูว่าเค้าให้เราช่วยหรือเปล่า เพราะบางตัวไม่ทันได้ช่วยหรอก ได้แต่ดูเพราะว่าเค้ากลัวเราทำร้าย เค้าจะไม่ให้เราช่วยค่ะ และเค้าก็จะตายในเวลาต่อมาค่ะ จริงๆ ม่ามี๋จะค่อนข้างสนิทกับหมาข้างถนนมากกว่า ไม่ถึงกับจรจัด เพราะเค้าเราให้อาหารเค้าทานทุกวัน และเค้าไม่กัดเราค่ะ

2. จริงๆ ถ้ามีร้านขายยาใกล้ๆ ก็ซื้อสลิงค์ขนาดใหญ่ดูดโซดาฉีดเข้าข้างแก้มก็จะดีค่ะ เร็วดีด้วย ไม่ต้องอ้าปากหมามาก แต่ว่าอย่าฉีดเข้าตรงๆ นะค่ะ เดี๋ยวเข้าหลอดลม จำไว้ว่าวิธีใช้สลิงค์กับน้องหมาต้องเข้าข้างแก้มเท่านั้นนะค่ะ ไม่ว่าให้ยา นม หรืออาหารเหลวๆ ค่ะ

++โซดามีประโยชน์กับคนในเรื่องล้างลำใส้จะดีมาก และดีกับน้องหมาในการขับพิษค่ะ++

++ไข่ไก่ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ดี แต่สมัยนี้ไข้หวัดนกระบาด ก็ต้องดูกันให้ดีๆ ค่ะ ไม่เช่นนั้นจะแย่เป็น 2 เท่านะค่ะ++

++ขอให้ประสบความสำเร็จในการช่วยชีวิตน้องหมานะค่ะ ต้องกล้าๆ หน่อยค่ะ++

การปฐมพยาบาลในกรณีนี้

จึงควรป้อนสารที่ลดการดูดซึมและ สารจำพวกเจือจางพิษเช่น การป้อนน้ำ ป้อนนม หรือ ไข่ขาวดิบเพราะจะลดความเข้มข้นของพิษไปได้มาก

ขั้นตอนการตรวจสอบว่าไปกิน “กรดหรือกินด่างที่มีฤทธิ์อย่างแรง” หรือไม่ ให้ทำตามนี้ค่ะ

ในการตรวจเราต้องสวมถุงมือ แล้วอ้าปากของเค้า เพื่อดูผนังช่องปาก ดูลิ้น ถ้าไม่มีแผลหรือไม่มีความเสียหายเกิดขึ้น แสดงว่าไม่ใช่ค่ะ

สุนัขส่วนใหญ่ ที่โดนยา หรือสารเคมี มา จะอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถ ควบคุมตัวเองได้ได้

ดังนั้นการป้อนสิ่งใด ลงไปย่อมเกิดการเสี่ยง อย่างสูง ที่จะทำให้ สิ่งที่เราป้อน ไหลลง ไปสู่หลอดลม และเข้าสู่ปอดอันจะก่อให้เกิดปัญหา ตามมาภายหลังค่ะ

แนะนำว่าควรแยกอาการของสุนัขออกเป็นสองกลุ่มก่อน

กลุ่มแรก คือ พวกที่ยังมีสติดีอยู่อาจแสดงอาการเพียงตัวสั่น น้ำลายไหล กระสับกระส่าย

กลุ่มที่สอง คือ หมามีอาการหมดสติ ไม่รู้สึกตัว บางตัวอาจชักหรือเกร็ง

สุนัขในกลุ่มแรกที่ถูกยาเบื่อแล้ว ยังมีสติดี ไม่ได้หมดสติหรือชัก เริ่มมีอาการน้ำลายไหล ขาสั่น กระสับกระส่าย

ให้เราเริ่มด้วยการตรวจดูก่อนเลยค่ะว่า สุนัขของเรากินสารพิษที่มีผลต่อการกัดทำลายเนื้อเยื่อ ตามที่ได้กล่าวไปข้างต้นหรือไม่ค่ะ

กรณีที่สุนัขหมดสติ ไม่รู้สึกตัวเลย ผู้ช่วยเหลืออย่าพยายามถ่างปากของเค้าเพื่อป้อนสิ่งใดๆ เข้าไปนะค่ะเพราะ อาจเกิดการสำลักสิ่งที่ป้อนเข้าไปจนทำให้หมามีโอกาสตายได้ไวยิ่งขึ้นค่ะ

ในปัจจุบัน มีสุนัขที่ถูกวางยาเบื่อหลายรายรอดชีวิต

เพราะเจ้าของเองสามารถช่วยเหลือได้ในเบื้องต้นก่อน

ด้วยการทำให้อาเจียนสารพิษที่กินเข้าไป

ก่อนที่มันจะดูดซึม

หรือ ช่วยยืดระยะเวลาการเกิดอาการพิษออกไปได้นานขึ้นอีก

ทำให้คุณหมอช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที และยื้อชีวิตเค้าไว้ได้ในที่สุดค่ะ

Cr.สพ.ญ.ณัฐภัสสร ปานขลิบ

ป้องกัน: Email Sign up CPA Network

บทความนี้มีรหัสผ่านป้องกันอยู่ การจะดูบทความโปรดใส่รหัสผ่านของคุณด้านล่าง

ป้องกัน: Traget PPV Traffic

บทความนี้มีรหัสผ่านป้องกันอยู่ การจะดูบทความโปรดใส่รหัสผ่านของคุณด้านล่าง

โรคเบาหวาน และ ปัญหาหูอื้อ เสียงดังในหู และเวียนศีรษะบ้านหมุน

ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูง อาจมีผลต่อผู้ป่วยที่มีปัญหาหูอื้อ เสียงดังในหู และ เวียนศีรษะบ้านหมุนได้ โดยจะทำให้เส้นเลือดหดตัว ทำให้เลือดไปเลี้ยงประสาทหู และอวัยวะทรงตัวได้น้อย ทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการได้ยิน และการทรงตัวได้ ดังนั้นผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติ และมีปัญหาหูอื้อ เสียงดังในหู และเวียนศีรษะบ้านหมุน

โรคเบาหวาน และ ปัญหาหูอื้อ   เสียงดังในหู และเวียนศีรษะบ้านหมุน

รศ. นพ. ปารยะ   อาศนะเสน
ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา   คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูง อาจมีผลต่อผู้ป่วยที่มีปัญหาหูอื้อ เสียงดังในหู และ เวียนศีรษะบ้านหมุนได้ โดยจะทำให้เส้นเลือดหดตัว ทำให้เลือดไปเลี้ยงประสาทหู และอวัยวะทรงตัวได้น้อย  ทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการได้ยิน และการทรงตัวได้ ดังนั้นผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติ และมีปัญหาหูอื้อ เสียงดังในหู และเวียนศีรษะบ้านหมุน ควรควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดโดย

1.  การควบคุมอาหาร 
ระวังอย่ารับประทานอาหารมากเกินไป ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และปรับลดส่วนให้เหมาะสมกับโรคเบาหวานคือ ลดอาหารจำพวกแป้ง หลีกเลี่ยง หรืองด ไขมันสัตว์ เครื่องในสัตว์ กะทิ น้ำมันปาล์ม  อาหารที่มีน้ำตาลมาก  บุหรี่  สุรา ( ผู้ที่ดื่มสุราจัดและดื่มเป็นประจำ ทำให้ตับอ่อนเสื่อมสมรรถภาพได้)

ควรรับประทานอาหารอย่างไรดี ?

  • รับประทานผักให้มากขึ้น
  • รับประทานข้าวตามกำหนดแต่จำกัดจำนวน ถ้าไม่อิ่มให้เพิ่มผักได้ รับประทานผลไม้ที่มีรสหวานน้อย เช่น ส้มโอ  ฝรั่ง  มะละกอ  พุทรา
  • ใช้เต้าหู้ ถั่วต่างๆ ทำอาหารให้มากขึ้น
  • ใช้น้ำมันพืช เช่น น้ำมันรำข้าว ถั่วเหลือง แทนไขมันสัตว์
  • รับประทานอาหารให้ตรงเวลา

การควบคุมอาหารสำคัญอย่างไร 
การรักษาโรคเบาหวานให้ได้ผลนั้นจำเป็นต้องควบคุมอาหารอย่างสม่ำเสมอ แม้ผู้ป่วยจะได้รับการรักษาด้วยการรับประทานยาหรือ ฉีดอินซูลินแล้วก็ตาม การควบคุมอาหารเป็นการรักษาที่สำคัญที่สุด เนื่องจาก

  1. ทำให้ผู้ป่วยสามารถรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้ใกล้เคียงระดับปกติได้
  2. ช่วยควบคุมน้ำหนักของผู้ป่วยให้อยู่ในเกณฑ์ที่ควรเป็น
  3. ป้องกันอาการหมดสติเนื่องจากการมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง
  4. ลดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ที่เกิดจากโรคเบาหวาน
  5. ทำให้ผู้ป่วยได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์ตามที่ร่างกายต้องการ
  6. ช่วยให้ผู้ป่วยมีสุขภาพแข็งแรง สามารถดำรงชีวิตและทำงานต่างๆ ได้อย่างคนปกติ

อาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

  • อาหารที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน และรับประทานได้โดยไม่จำกัด ได้แก่ ผักประเภทที่มีใยมาก เช่น ผักกาดขาว ผักบุ้งไทย ผักกวางตุ้ง ผักโขม แตงกวา บวบ ตำลึง สายบัว กะหล่ำปลี
  • อาหารที่ผู้ป่วยเบาหวานต้องจำกัด ได้แก่ อาหารประเภทข้าวเจ้า ข้าวเหนียว ขนมปัง ก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน เผือก มันเทศ ข้าวโพด แห้ว อาหารที่มีไขมันมากและเนื้อสัตว์ติดมัน

การแบ่งมื้ออาหาร

ควรกระจายออกเป็นมื้อย่อยๆ คือรับประทาทนทีละน้อย แต่รับประทานทุกมื้อ ดังตัวอย่างรายการอาหารต่อ 1 วัน ดังนี้

อาหารเช้า
อาหารกลางวัน
อาหารว่าง
อาหารเย็น
ข้าวต้มปลา ไก่ น้ำส้มคั้น
ก๋วยเตี๋ยวราดหน้า ผลไม้
นมจืด 1 แก้ว
ข้าว น้ำพริก ปลาย่าง ผักต่างๆ ผลไม ้

 

2.  การออกกำลังกาย 
ควรทำสม่ำเสมอและพอเหมาะกับสภาพร่างกาย นอกจากจะทำให้น้ำตาลในเลือดลดลงแล้ว การบริหารขาและเท้า จะช่วยให้กระแสเลือดไหลเวียนดีขึ้น ในรายที่ระดับน้ำตาลในเลือดไม่สูงมากนัก อาจรักษาด้วยการรับประทานอาหารที่ถูกต้อง และเหมาะสม ร่วมกับการออกกำลังกาย โดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาช่วย

3.  การใช้ยา 
ใช้ลดระดับน้ำตาลในเลือด มีทั้งชนิดกินและฉีด  ผู้ป่วยควรใช้ยาร่วมด้วยเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงมาก หรือ การควบคุมอาหาร และ การออกกำลังกายไม่ได้ผลในการลดระดับน้ำตาลในเลือด

4.  การหมั่นตรวจสุขภาพและตรวจเลือดอย่างสม่ำเสมอ 
โดยเฉพาะตา เพราะผู้ป่วยเบาหวานมักมีสุขภาพตาเสื่อมลงเร็วกว่าคนปกติ อาจตาบอดได้ถ้าไม่ระวังรักษาและเป็นต้อกระจกง่าย  ผู้ป่วยเบาหวานอาจมีระดับน้ำตาลขึ้นลงได้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง คือ อาหาร ยา การออกกำลังกาย การตรวจหาน้ำตาลในเลือดจึงมีความสำคัญในการควบคุมโรคเบาหวาน  นอกจากนี้ยังมีโรคบางชนิดมักเกิดร่วมกับเบาหวาน เช่น ไขมันในเลือดสูง ความดันเลือดสูง

5.  การระวังภาวะแทรกซ้อนจากน้ำตาลในเลือดต่ำ 
ภาวะน้ำตาลในเลือดลดต่ำเกินไป อาจก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ อาการของผู้ป่วยที่มีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ได้แก่ รู้สึกหิว ใจสั่น มือสั่น อ่อนเพลีย รู้สึกจะเป็นลม ปวดศีรษะ เหงื่อออกมาก รู้สึกยิบๆ ที่ลิ้นและริมฝีปาก ถ้าผู้ป่วยมีอาการดังกล่าว ควรรีบดื่มน้ำหวาน รับประทานน้ำตาล หรืออมท๊อฟฟี่ แล้วรีบพบแพทย์

6.  การรักษาความสะอาดของร่างกาย 
เช่น ผิวหนัง สุขภาพฟัน เท้า และบริเวณที่อับชื้นอย่างสม่ำเสมอ ถ้ามีแผลต้องรีบรักษา

7.  การมีบัตรหรือสัญลักษณ์ 
ผู้ป่วยควรมีบัตรเพื่อแสดงว่าเป็นโรคเบาหวานติดตัวประจำ เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจนหมดสติไป ผู้ที่พบเห็นจะได้ทำการช่วยเหลือหรือนำส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาที่ถูกต้องและรวดเร็ว

ขอขอบคุณแหล่งที่มา : http://www.rcot.org/2016/People/Detail/147