เปืดร้านกาแฟมา 4 เดือน ยอดหดลงทุกวันถึงกระทั่งไม่มีลูกค้าแม้แต่คนเดียวมาได้ 2 อาทิตย์แล้ว

https://pantip.com/topic/39653609

เปืดร้านกาแฟมา 4 เดือน ยอดหดลงทุกวันถึงกระทั่งไม่มีลูกค้าแม้แต่คนเดียวมาได้ 2 อาทิตย์แล้ว

กระทู้คำถาม

เจ้าของธุรกิจงานค้าขายร้านกาแฟ

สวัสดีครับ ทุกคน ผมขอแนะนำตัวในฐานะสมาชิกใหม่แห่ง Pantip
ตัวผมเป็นเจ้าของร้านกาแฟ ณ ที่แห่งหนึ่ง ในภาคอีสาน ก่อนเปืดร้าน ได้ศึกษาเกี่ยวกับธุรกิจกาแฟมาบ้าง และเล็งพื้นที่ ที่เป็นทางผ่านไปยังจังหวัดใหญ่ๆ(เพราะที่ถูกกว่าในเมืองมาก)
ขับรถผ่านทุกวัน เพื่อสังเกตรถที่ผ่านในแต่ละวัน  ก็มีเยอะพอสมควร  รถวิ่งหลัก 1000 คันต่อวันได้
โดยก่อนเปิดร้าน ก็ไปเรียนสูตร กาแฟ เครื่องดื่มร้อน/เย็น/ปั่น มา 4 ที่ แต่ละที่ก็สูตรต่างกันไป โดยผมเอาสูตรแต่ละที่ ที่เด่นที่สุดมามิกซ์ในร้าน
และเมล็ดกาแฟ ถ้าหาก หลังคั่วเกินเดือนแล้ว ขายไม่หมด ก็จำใจ ยอมไม่เอาเมล็ดกาแฟมาขาย ลงทุนกับร้านนี้ไปเยอะมาก และผลตอบรับลูกค้าโดยก่อนเปืดร้าน 2 เดือน ผมยอมขาดทุนโดยการเอาของมาทำแจกจ่ายให้แก่ลูกค้าที่เข้ามาภายในร้าน และ คนในหมู่บ้านรอบข้างที่เข้ามา ผลตอบรับก็ดีพอสมควร
จึงได้ทำการกำหนดเปืดร้านของจริง เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน ที่ผ่านมานี้ เเรกๆคนก็เข้ามา หลัก 40-50 คน ในวันเสาร์-อาทิตย์
วันธรรมดาก็มีมาบ้าง 20-30 คน ซึ่งก็ทำใจไว้แล้วว่าแรกๆอาจจะขายไม่ดี แต่ก็มีผ่านมาบ้าง ลูกค้าใหม่ ก็เริ่มเป็นลูกค้าประจำ
เราก็ขายด้วยความใจรักในร้าน + วัตถุดิบคัดสรรเกรดพรีเมี่ยม มาให้ลูกค้าในราคาที่เราไม่เจ็บมาก ถึงแพงหน่อยไม่คุ้มค่าไฟ ก็เอาจำนวนลูกค้าดีกว่าขายแพง
ราคาต้นทุน ค่าแก้ว 6 บาท หลอด 0.5 บาท เมล็ดกาแฟ(จากเชียงราย) 7.68 บาท (กิโลละ 480 รวมส่ง)  ค่าไฟ+ค่าน้ำ  10 บาท ค่านมที่ผสมลงไปในแก้ว 5 บาท
ค่าน้ำแข็ง 0.5  ยังไม่รวมค่าพนักงาน 1 คน กับค่ากระดาษทิชชู่ น้ำตาล และใบเสร็จ อินเทอร์เน็ต กับระบบ ที่เสียไปในแต่ละเดือน
รวมๆแล้วต้นทุน สูง แต่ขายในราคา กาแฟร้อน 45 เย็น 50 ปั่น 55 สำหรับ คาปู ลาเต้
เอสขาย 40-45-50 อเมริกาโน่ 40-45
ขนมเค้กเรารับมา ขายไม่หมดก็เจ็บตัว จนหลังๆ รับมาน้อยมากถึงไม่รับมาเลย
เมนูชาต่างๆ ก็ 45-50
ซึ่งตอนขายคิดแค่ว่า เราอยากทำวัตถุดิบดี ให้ลูกค้า ดีกว่าเอาวัตถุดิบเกรดไม่ดี มาขายในราคาแพง
และภายในร้าน เป็นโซฟาทุกที่นั่งเพื่อ เอาใจคนที่เดินทางเหนื่อยก็แวะพักได้ นอนได้นั่งได้ตามสบาย
ผลตอบรับ 3 เดือนแรก เกินคาดหวัง เพราะมีคนมาแวะทุกวัน ตั้งแต่เช้ายันเย็น
แต่ตั้งแต่เริ่มเดือนกุมภาพันธ์ ลูกค้า มาคน-2 คน จนกระทั่ง ไม่มีเลย ตอนนี้ ความรู้สึกมันจุกอยู่ที่อกมากครับ จะร้องก็ร้องไม่ออก
พยายามคิดสูตรใหม่ๆ อยากนำเมนูใหม่ๆเข้ามา จนกระทั่งไม่มีลูกค้า เลยหมดกำลังใจ ในการทำไปเลยครับ ถ้าสิ้นปียังยอดไม่ดีขึ้น คงต้องจำใจออกจากตรงนี้ถึงแม้ใจจะรักมันแค่ไหนก็ตาม

ขอบคุณพื้นที่สำหรับการระบายครับ ขอขอบคุณทุกๆคนที่อ่านจนจบ หากผมเรียบเรียงอ่านยากหรือเขียนไม่รู้เรื่อง ต้องขออภัยด้วยครับ

 

 

ความคิดเห็นที่ 118

ผมขับรถเลยร้านกาแฟน่านั่งริมถนนไปหลายร้านมาก เพราะกว่าจะเห็นร้านก็จอดแวะไม่ทันแล้ว จะกลับมาใหม่ก็จำไม่ได้

ขายริมถนน ป้ายต้องเด่นครับ หรือมีป้ายแนะนำก่อนถึงร้านหลาย ๆ ป้ายให้คนขับผ่านเห็นก่อน บอกระยะทางก่อนถึงไว้ด้วย  ส่วนก่อนถึงร้านหรือหน้าร้านขึ้นรูปกับเมนูพร้อมราคาไว้ด้วยจะดีมาก เอาให้เห็นชัด ๆ  จะได้ช่วยต่อการตัดสินใจ

ลูกค้าบางคนไม่อยากกินกาแฟแพง เจอร้านหรูก็ไม่กล้าแวะเข้าไป ผมเคยแวะบางร้านกาแฟแก้วละร้อยกว่า ไม่กล้าเสี่ยงซื้อ เพราะไม่มั่นใจเหมือนพวกมียี่ห้อ  แถมแวะไปไม่ซื้อก็เกรงใจร้าน แต่เจอราคาก็ไม่มั่นใจคุณภาพ   เจอแบบนี้แค่ครั้งสองครั้งเข็ดเลย ต่อไปไม่แน่ใจไม่แวะซะเลย  ส่วนพวกแอมะซอนราคามันมาตรฐาน รู้ราคาแน่นอน

อยากใช้โซเชียลช่วย ทำคลิปรูปร้านให้ดูสวย ๆ ใส่เพลง ทำ story ให้น่ารัก ให้คนรู้สึกอยากแวะ ลองดูครับ อาจจะพอช่วยได้

ช่วงนี้คนประหยัดกันมากขึ้น เศรษฐกิจแย่มากจริง ๆ และไม่มีสัญญาณจะฟื้นตัวในอีกหลายปีข้างหน้าด้วย มีแต่ทรงกับทรุด แต่ก็ขอเอาใจช่วยให้ จขกท ผ่านพ้นไปได้นะครับ

ความคิดเห็นที่ 208

ฉันขับรถทางไกลค่ะ แน่นอนว่ารักกาแฟ สะดวกที่ราคาไม่เกิน 75 บาท ฉันจึงน่าจะอยู่ในกลุ่มเป้าหมายของคุณ
หวังว่าข้อมูลของฉันอาจช่วยคุณได้บ้างนะคะ บอกเยอะแบบเผื่อให้คุณเลือกใช้ ขออภัยล่วงหน้าถ้ามีอะไรไม่เป็นประโยชน์

– ฉันไม่แวะข้างทางเพราะกาแฟอย่างเดียวค่ะ เสียเวลา ขับทางไกล 110 กม./ชม. แวะ 20 นาทีนี่จะรู้สึกว่านานมากนะคะ เดี๋ยวถึงที่หมายช้า ดังนั้นฉันจะซื้อกาแฟจากต้นทาง ถ้าไม่ใช่จากต้นทาง ก็จะได้กาแฟในตอนที่มีใครในรถจะเข้าห้องน้ำหรือหิวเท่านั้นค่ะ
— ดังนั้น ในกรณีนี้ ฉันจะเลือกเพราะมีห้องน้ำหรือที่กินดีๆ ก่อน กาแฟถูไถเอาได้ คนขับรถใช่จะรู้รสอะไรมาก สติแทบทั้งหมดอยู่บนถนนค่ะ ไม่ถึงขั้นคายออกก็ถือว่าดีหมด ถ้านั่งดื่มก็อีกเรื่อง แต่ฉันไม่เคยแวะนั่งดื่มที่ร้านระหว่างเดินทางแม้แต่ครั้งเดียว อย่างดีก็นั่งรอคิว

– ที่ที่ฉันเลือกแวะ ต้องแวะแล้วได้ตามเป้า ฉันเติมน้ำมันเชลล์ (ติดใจรส nitro เหยียบแล้วพุ่งกว่าจนรู้สึกที่ฝ่าเท้า) แต่ไปแวะซื้อของ กาแฟ เข้าห้องน้ำของปตท.ค่ะ เรียกว่าจ่ายเงินให้ปตท.สูงกว่า (1,000 กม.เติมน้ำมันครั้งเดียว อย่างมาก 2 ครั้ง) สำหรับนักเดินทางแล้ว อะไรจะสำคัญไปกว่าการได้เข้าห้องน้ำดีๆ สะอาดๆ หรืออาจจะสวยด้วยล่ะ ซึ่งอันที่จริงปตท.ใช้จุดนี้สร้างจุดขายให้ปั๊มเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาดสมัยเพิ่งก่อร่างสร้างตัวเลยนะ เขาจะทำห้องน้ำเป็นมาตรฐาน มีเซเว่น และตามมาด้วยคาเฟ่อะเมซอน หลายแห่งมีร้านซ่อมรถ ร้านอาหารท้องถิ่น ขายของที่ระลึกไว้บริการ (พวกรอคนเข้าห้องน้ำแหละที่เดิน) แม้กระทั่งโรงแรม แน่นอนว่าเป็นจุดเหมาะๆ ที่นักเดินทางจะมาถึงในเวลาที่มักจะต้องหยุด เขายึดพื้นที่ไปหมดแหละทั้งขาขึ้นขาล่อง หาปั๊มเชลล์เลือดตาแทบกระเด็น เคยเกือบน้ำมันหมดด้วยนะ ถ้าหมดถังนี่เรื่องใหญ่เลย
— สำหรับฉัน ร้านคุณเองจะมีจุดขายแค่กาแฟดีเกินราคาไม่ได้ คนในรถต้องเสี้ยนกาแฟระดับไหนกันถึงคิดจะจอดร้านคุณเพื่อการนี้โดยเฉพาะ การเชิดชูจุดขายอื่นที่ทำให้การแวะดูช่างคุ้มค่าเข้าไปด้วยจะมีพลังเชิญชวนหมุนพวงมาลัยได้มากขึ้นค่ะ ฉันกับคนมีอายุเน้นห้องน้ำ

– ร้านใหม่ๆ ที่ฉันแวะ เกือบทั้งหมดเพราะโดนป้ายค่ะ คือป้ายจริงๆ ที่ปักกันข้างทาง
— ถ้าฉันขับเอง ฉันจะไม่ค่อยมอง เลยไม่ได้แวะ แต่ถ้ามีคนนั่งหรือเป็นคนนั่ง ก็แวะ ซึ่งป้ายเหล่านั้นจะดูภูมิฐานหน่อย อย่างน้อยก็ดูมั่นคง ไม่ได้สักแต่ปักให้โอนเอนตามลม มันจะดูไม่น่าเข้าขึ้นมาเสียเฉยๆ ยิ่งมีซ้ำๆ หลายครั้งโดยบอกระยะห่างจากป้ายด้วยก็จะยิ่งน่าสนใจ บางร้านเล่นบอกก่อนตั้ง 10 กม. แล้วนับถอยหลังป้ายละ 1 กม. ทำให้คนมองทัน สิ่งที่อยู่บนป้าย อันดับแรกคือมีความเชื่อมโยงกับป้ายต่อๆ ไป เช่น สี หรือโลโก้ร้าน เรียกสายตามาแต่ไกล พอเข้าใกล้เจอตัวอักษรก็ต้องมองปราดเดียวรู้เรื่องค่ะ ตัวใหญ่อ่านง่าย สั้นๆ ได้ใจความ “กาแฟสด ชั้นดี 10 กม.” มันเป็นเนเจอร์ของคนนั่งข้างคนขับเลยที่พอเห็นป้ายถัดไปที่มีสีหรือลักษณะเดียวกันก็จะต้องอ่าน “กาแฟสด รสเยี่ยม 9 กม.” ทีนี้มันจะกลายเป็นเกมมองหาป้ายแล้วว่าถัดไปจะบอกอะไร “กาแฟสด ร้านสวย 8 กม.” มีจุดขายอะไรก็ขายไป เอสเย็น 50.-, ห้องน้ำสะอาด, ถ่ายรูปสวย, ขนมอร่อย, กาแฟสด ฟรี wi-fi อีก 2 กม., กาแฟสด แวะเถอะนะ 1 กม., กาแฟสด ซ้ายมือ 500 เมตร, (มีแต่โลโก้กับ) ซ้ายมือ 200 เมตร, <- ถึงแล้วจ้า ซึ่งวินาทีนั้นดันเจอสิ่งที่โคตรสะดุดตา (ก็มักเป็นป้ายถึงแล้วจ้านั่นแหละ ใหญ่ยักษ์) ทางเลี้ยวโดดเด่น ความเร็วเหมาะแก่การเลี้ยวอย่างปลอดภัย คือเหมือนมีอะไรมาสิงให้ต้องเลี้ยวค่ะ รู้ตัวอีกทีก็เข้าเกียร์ P แล้ว ลงโลด ซึ่งถ้าเจอของดี ประทับใจ มันจะเกิดการแวะซ้ำอยู่ร่ำไปค่ะ
— ที่ไม่ใช่ป้าย ไม่มีป้าย คือฉันลดความเร็วสำหรับเลี้ยวไม่ทันและไม่มีวันยูเทิร์นหลายกม.เพื่อร้านอะไรก็ไม่รู้แน่นอน แต่อาจยอมถ้าเจออะไรพีคๆ แบบมันเด่นแทงตามาก (จะหาเรื่องยืนเส้นยืดสายอยู่แล้วด้วย) ที่ทำเอาช็อคไปเลยก็เป็นพวกรูปปั้นใหญ่ๆ เป็นไก่ จิงโจ้ กับไดโนเสาร์ค่ะ มันเรียกสายตาได้ มียูเทิร์นใกล้ๆ อาจกลับมาดูว่าขายอะไร แต่ถ้าไกล ฉันจะจำไว้ว่าคราวหน้าต้องดูให้ได้ การเรียกร้องความสนใจเป็นเรื่องใหญ่สำหรับฉันนะ ร้านเล็กๆ ไม่เคยชายตาแลค่ะ เพราะมองไม่ทัน มองไม่เห็น ทั้งนี้ทั้งนั้น ระดับนี้คงแพงไป ป้ายสัก 20 ชิ้น ทั้งขาขึ้นขาล่องดูจะทำง่ายกว่า แนะนำว่าเลือกสีที่มันโดดจากสิ่งแวดล้อมเข้าไว้ค่ะ ป้ายสีแดงดูคล้ายป้ายเตือนอุบัติเหตุไปหน่อย แต่ฉันมักจะมอง รู้สึกเหมือนป้ายจะบอกเรื่องสำคัญอะไรทำนองนี้น่ะ ซึ่งก็ต้องดูดีระดับนึงนะ เหมือนมันเป็นตัวแทนสภาพร้านยังไงไม่รู้

– เรื่องของกาแฟ ดื่มขณะขับ กับนั่งดื่มชิล ฉันจะเป็นคนละคนกันเลย ฉันถือว่าตัวเองดื่มเป็น ถ้าของมันแน่จริง ฉันจะแวะเพื่อกาแฟค่ะ เสียเวลาก็จะเผื่อเวลาไว้สำหรับร้านโปรด มีประวัติขับรถ 60 กม.ไปดื่มกาแฟแล้วกลับด้วยนะเออ ที่ดอยผาหมี เชียงราย ฤดูหนาวค่ะ ขับไปถูกแต่จำชื่อไม่ได้ ไปถึงถิ่นกาแฟก็ต้องซัดกาแฟ โดนเอสไป 3 ช็อต เกือบตาย ขนาดค่อยๆ จิบแล้วนะ แต่รสมันได้ อากาศมันโดน ฉันก็คิดนะว่าถ้าดื่มในฤดูอื่น รสจะดีขนาดนี้มั้ย ถ้ากินในกรุงเทพ จะน่าเคลิ้มขนาดนี้มั้ย บรรยากาศต้องมีส่วนแน่ๆ ไม่รู้ว่าร้านคุณเป็นยังไง ถ้าน่านั่งก็ดีแล้วล่ะ แต่ส่วนใหญ่ฉันจะชอบเดิน นั่งมานานแล้วง่ะ
— ถ้านั่งดื่มเป็นกิจจะลักษณะ วัดกันที่เอสเพรสโซ่ลุ่นๆ ชกมาเลย เอาให้ฉันยอมเป็นทาส ฉันเคยเข้าร้านที่เจ้าของไฟแรง นั่งประชุมเลือกเมล็ดกาแฟกันหกคนอย่างคร่ำเคร่ง ถุงตัวอย่างเต็มโต๊ะ ฉันนั่งใกล้ๆ ฟังเก็บข้อมูลจนรู้สึกศรัทธาและรู้วันที่ลงกาแฟใหม่ ก็ตามมาจัดหลังจากนั้นค่ะ ไม่อยากจะบอกว่าห่วยแตก อเมริกาโน่เย็นนี่ใสอย่างกับน้ำล้างแก้วแถมยังเปรี้ยวโดด ให้อภัยไม่ได้ ลาขาด …บางทีถามจากลูกค้าอาจจะดีก็ได้นะ แก้วเดียวก็อาจถึงแก่ชีวิต ไม่กลับมาอีกเลย อะเมซอนนี่แต่ละสาขาจะรสไม่เหมือนกัน เคยเจอผู้จัดการสองสาขา เขาบอกเหมือนกันว่านโยบายอะเมซอนคือร้านสามารถปรับรสเองได้ ให้เรียนรู้เอาว่าลูกค้าตัวเองชอบรสไหน
— ถ้าขับไปดื่มไป อย่างที่บอก ไม่ค่อยรู้รสค่ะ กาแฟกากเดนที่ยังไม่บูด ดื่มได้ นั่งข้างคนขับจะรู้รสบ้าง แต่ไม่ดีเท่านั่งดีๆ ในร้าน
— หลายครั้งฉันดื่มกาแฟแก้วละ 15 บาท เพราะร้านอยู่ใกล้หรืออะเมซอนคนเยอะ กาแฟกระป๋องก็กิน ไม่ได้รสแย่เลยนะ
— จริงอยู่ว่างบอยู่ที่แก้วละ 75.- แต่ฉันรู้ว่ามันราคาสูง แทนที่จะซื้อข้าวให้อิ่มเป็นมื้อ ดันได้น้ำมาแก้วเดียว คือยอมรับได้เพราะเป็นราคาบวกค่าบริการสำหรับร้านนั่งชิลมี wi-fi น่ะ ส่วนตัวฉันนั่งคนเดียวในราคาชั่วโมงละ 30 บาท จ่าย 75 ก็นั่ง 2 ชม.ครึ่งเป็นอย่างนานและร้านต้องว่าง ถ้าคนเยอะนี่ชม.เดียวก็ไปแล้ว แก้วละร้อยอัพต้องชาร์จไฟฟรีด้วย คนเยอะก็ไม่เข้าเพราะนั่งนานไม่ได้ ฉันรู้แค่อร่อยกับไม่อร่อย ราคารับได้กับไม่ได้ ไม่รู้หรอกว่าต้นทุนแพงแค่ไหน ดังนั้นถ้าเป็นกรณีซื้อแล้วหิ้วกลับเลย ราคากาแฟคุณก็นับว่าแพง มุกกาแฟแพงนี่ใช้ได้เฉพาะกับร้านที่เราเข้าไปผลาญเวลาเท่านั้นค่ะ

– เรื่องของขนม ฉันนี่ตัวดีในการซื้อของกินอื่นๆ ในร้านกาแฟเลย ในฐานะศิษย์อะเมซอน บางทีเข้าไปตอนหิวๆ แต่ยังไม่ถึงเวลากินข้าว หรือกะจะไม่กินข้าวแล้ว ก็ขนมใกล้ๆ มือนี่แหละที่ฉันจะหยิบ อะเมซอนจะมีของที่เป็นมาตรฐานกับของท้องถิ่น ฉันจะเลือกมองของท้องถิ่นก่อน มักจะติดกับแซนวิชที่รวมมิตรสารอาหารไว้ครบและถือมือเดียวได้ กระดาษห่อต้องอำนวยไม่ให้หกเลอะเทอะด้วย ไม่ว่าจะกินเองหรือป้อนคนขับก็ต้องกินได้สะดวก จะซื้ออย่างง่ายดายค่ะ มันก็ไม่ได้มีทุกสาขานะ
— ถ้าทั้งร้านมีแต่กาแฟอย่างเดียว ก็จะมีแต่คนที่กะเอาแต่กาแฟมาเข้าร้านไงคะ เก็บลูกค้าได้ไม่เยอะ มันก็จริงที่พวกขนมหรือขนมปังเป็นออฟชันเสริม แต่มนุษย์เราชอบเข้าร้านที่มีทางเลือกให้เยอะๆ ใช่ม้า ร้านสะดวกซื้อกับซุปเปอร์มาเก็ตจึงขายดีกว่าร้านเฉพาะทาง และเซเว่นที่ใหญ่กว่าก็น่าเข้ามากกว่า ก็ทำนองนี้แหละ ถ้าประหยัดงบ คุณเอามาวางอย่างละชิ้นสองชิ้นก็ได้ แต่มีหลายอย่างหน่อย จัดดีๆ มันก็เหมือนขายดีจนของใกล้หมด ถาดวางเค้กขนาด 8 ชิ้นที่มีเค้กอยู่แค่สองชิ้นอะไรงี้ น่าซื้อน่าลองออกนะ เพราะงี้ร้านกาแฟส่วนใหญ่จึงต้องมีขนมติดไว้บ้าง หลายร้านจะมีชุดอาหารเล็กๆ น้อยๆ ให้ด้วย แบบเซ็ตไข่ดาวไส้กรอกขนมปัง ขนมปังหนักไส้ที่เป็นโดสพออิ่ม พวกที่เข้ากับกาแฟทั้งหลายน่ะ เคยเม้ามอยกับเจ้าของร้าน บางทีเขามีสำหรับ 1 เสิร์ฟต่อวันด้วยซ้ำ แต่เขาสะดวกจะขายนะ ไม่ถึงขั้นแสนเข็ญ คือขายได้แค่ 1 เสิร์ฟก็คุ้มแล้วสำหรับรายการอาหารนี้ ในเวลาสองวันต้องได้แน่ๆ 1 ที่ด้วย เขาก็เลยยังมีรายการนี้อยู่ ฉันตื่นตะลึงไปเลยล่ะ แต่เขาเห็นด้วยกับฉันว่าเมนูต้องเยอะถึงจะดี

– เรื่องของการตลาด แม้ว่ากาแฟสุดแสนอร่อย แต่ดันจำไม่ได้ว่าชื่อร้านอะไร อยู่ตรงไหน เราอาจไม่ได้ครองคู่กัน ฉันเคยแวะปั๊มอะไรสักอย่างระหว่างกรุงเทพกับนครสวรรค์ มีภาพศูนย์อาหารหลงเหลืออยู่รางๆ เป็นฉากเริ่มมืดแล้ว ปลาช่อนแดดเดียวโคตรแพงแต่โคตรอร่อยน้ำตาไหล ผ่านมาสิบปี แวะดูผิดที่น่าจะเกิน 50 ครั้ง ก็ยังหาไม่เจอค่ะ ไม่รู้อะไรเลยว่าที่ไหนยังไง เหลือไว้แค่ภาพสีมืดๆ ในความทรงจำกับความอร่อย แง
— อาจเพราะอย่างนี้ ร้านกาแฟหลายแห่งถึงได้วางนามบัตรไว้ที่เคาเตอร์คิดตังค์ ถ้าคิดตังค์ที่โต๊ะก็จะวางนามบัตรไว้ในถาดเงินทอนเพื่อให้ลูกค้าเลือกหยิบด้วย ใบเสร็จก็มีที่อยู่เบอร์โทรให้ บางทีกระดาษรองเย็นที่แก้วกาแฟก็มีข้อมูลร้านอยู่ แต่ไม่ค่อยเห็นบนถุงนะ เคยเห็นก็แต่เย็บลวดนามบัตรติดกับถุง มันไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเอาซะเลย แต่ก็ทำให้ฉันหาร้านที่ฉันหมายหัวเจอในครั้งถัดไปอย่างง่ายดายค่ะ เคยโทร.ถามว่าร้านอยู่ตรงไหนตอนหาไม่เจอด้วยนะ
……………………………………….

สรุป ฉันอยู่ในกลุ่มเป้าหมายของคุณ แต่แทบทั้งหมดเสร็จอะเมซอนเพราะปั๊มปตท.มันมีทุกอย่างค่ะ มันเหมือนห้างสรรพสินค้ากลางทะเลทรายเลยอะ เห็นก็ชัด ทางเลี้ยวอย่างกว้าง คาดหวังได้ (แวะแล้วไม่ผิดหวัง) เขามีทุกอย่างที่นักเดินทางต้องการ เมื่อก่อนปตท.กระจอกจะตาย คนส่วนใหญ่เติมยี่ห้อต่างชาติทั้งนั้น ที่เขาผงาดขึ้นมาได้ทุกวันนี้ก็เพราะปั๊มเขามีดีกว่าปั๊มอื่นอย่างขาดลอยนี่แหละ และอะเมซอนก็ได้ดีเพราะปั๊มเขาได้รับความนิยม (แล้วร้านก็ชอบอยู่ใกล้ๆ ห้องน้ำ เหมือนรู้ยังไงพิกล สังเกตได้เลย) จนตอนนี้รุกเข้ามาในเมืองหรือตามห้าง ไม่ใช่ว่ากาแฟเขาบรรเจิดเสียทีไหน รสแค่กินได้เหอะ สำหรับคนทั่วไปก็นับว่าอร่อยดีด้วยซ้ำ

ในมุมมองลูกค้าอย่างฉัน จริงๆ แล้วกาแฟน่ะตัวรอง ไอ้ที่รสชาติควรค่าแก่การขับรถ 60 กม.ไปกินน่ะหาไม่ได้ง่ายๆ หรอก (อีกร้านก็กาแฟสไตล์เม็กซิกัน ทางไปสระบุรี จำชื่อไม่ได้ ป่านนี้ยังอยู่มั้ยนะ ไม่ได้ไปนานมากแล้ว ขับไปกลับชม.ครึ่ง) และแม้รสชาติจะได้ ลูกค้าก็จะไม่เยอะ เพราะอยู่ในหมวดศิลปินมากกว่าทำธุรกิจ ถ้าคุณทำธุรกิจ อาจต้องมีจุดแข็งด้านอื่นมาเสริม สตาบัคยังมีจุดขายที่นั่งในร้านและชาร์จแบตอันลิมิต (กาแฟอร่อยแต่ไม่ได้อร่อยน้ำตาไหล ในความเห็นฉัน เอสของที่นี่ไม่โอเค อร่อยกับพวกมีนมหรือช็อกโกแลตเยอะๆ) ร้านกาแฟตามห้างก็มีจุดขายที่นั่งฆ่าเวลาได้ ใช้เป็นที่เม้ามอย พักขา (อย่างน้อยก็เซ็นทรัลแหละที่มีที่นั่งสาธารณะให้น้อยมาก คนส่วนหนึ่งจะได้ไปเสียเงินในร้านเหล่านี้) ร้านบนเขาบนดอยก็ขายวิวกับอากาศเย็นสบาย (ร้างในฤดูร้อน) ร้านในเมืองก็เป็นที่เปลี่ยนบรรยากาศทำงานหรือพบปะสังสรรค์ อะเมซอนที่ฉันเข้าประจำก็ไม่ได้อร่อยล้ำขนาดนั้น ฉันดื่มเอาคาเฟอีน เพราะกำลังเดินทาง เวลานั่งชิลไม่มีทางเกิดขึ้นได้ เก้าอี้สบายจึงไม่มีผลกับฉันเลย ไม่ใช่ร้านชิลในเมืองสักหน่อย ฉันนั่งในรถจนอืดแล้ว เบาะมีแอร์เป่าก้นด้วยนะเออ สบายกว่าโซฟาทั่วไปอีก

ถ้าทั้งเนื้อทั้งตัวคุณมีแค่กาแฟอย่างเดียวและตั้งเป้าว่าคนจะเข้าเยอะในระดับทำกำไรระยะยาว ฉันก็ไม่แน่ใจว่าจะมีนักเดินทางที่รักกาแฟสุดๆ ในจำนวนที่มากพอสำหรับคุณ หรือมีคนที่รักรสชาติของคุณจนยอมเดินทางจากเมืองใกล้ๆ มานั่งเล่นในร้านคุณบ่อยๆ ถ้าให้พูดตรงๆ ก็คือกลุ่มเป้าหมายของคุณไม่ชัดเจน…ตีโจ

หืม เห็นกระทู้นี้ต้องรีบตอบ เพราะผมก็พึ่งเข้าไปช่วยร้านเพื่อนมาร้านนึง

เป็นร้านเพื่อนผม ผมเข้าไปคุยเมื่อ 2 อาทิตย์ที่แล้ว เป็นร้านอาหารครับ เพื่อนเล่าให้ฟังว่า ช่วงปีที่แล้ว ขายดีมาก ขายแบบทำสามคน ทำกันไม่ทันเลย ตอนแรกทำข้าวแกง ก็ขายดีอย่างที่ว่า หัวหมุนเหนื่อยมาก หมดสภาพทุกวัน ต่อมาไม่ค่อยดี เลยปรับไปขายข้าวเป็นกล่องๆ ตอนเช้า ก็ขายดีอีก แล้วก็ซบเซา ต่อมาก็เลย ขายข้าวขาหมู ดีมาก อร่อย คนกินติดใจ แล้วก็ทำตามสั่งไปด้วยเลย ก็ได้เรื่อยๆ แต่สามเดือนที่ผ่านมา ซบเซามาก จนต้องหยุดขาหมู เพราะต้นทุนสูง และ วันที่ผมเข้าไปคุย กำลังจะเลิกขายตามสั่งด้วย และกำลังจะไปไม่รอดอีกต่างหาก ตอนนี้ก็ทำคนเดียวแล้ว เพราะลดต้นทุน

สิ่งที่ผมเห็น คืออะไรรู้มั้ยครับ จะ list ให้
1. ขายตามสั่ง แต่คนสั่งกระเพราหมูกรอบ บอกว่าไม่มี วันนี้ไม่ได้ทำ คนก็เดินจากไป > เรื่องราวก็คือ ทำแล้ว ขายไม่หมด ก็เลยไม่ได้ทำ มันเป็นต้นทุน ก็เลยพยายามมลดต้นทุนไปเรื่อยๆ ตัดไปทีละอย่าง ทีละอย่าง
2. วัตดุดิบในตู้ก็ไม่สด ผัก เอยอะไรเลย ไม่สดเลย เพราะขายไม่ดีก็ไม่ค่อยได้ซื้อเพิ่ม
3. ผมเห็นของหลายอย่างในร้าน เป็นวัตถุดิบที่ไม่ใหม่ แปลว่า การบริหารจัดการ stock ไม่ดี
4. ตอนนี้ ทุนหมดแล้ว เริ่มเป็นหนี้แล้ว จากที่เคยมีเงินเก็บ
5. กำลังจะเปลี่ยนเป็นร้านขายก๋วยเตี๋ยวเนื้อ เพราะมีคนถามหา
6. ที่นั่งน้อย และไม่น่านั่ง (ด้วยข้อจำกัดด้านพื้นที่)
7. ไม่ได้ทำบัญชีเลย
8. คิดไม่ออกว่าจะแก้สถานการณ์อย่างไร ทั้งที่เคยทำร้านอาหารมานานหลายปี หลายประเทศ (เป็น cook แต่ว่าก็มีต้องออกไปจ่ายตลาดเองบ้าง ไม่บ่อย) คิดได้แค่ว่าจะเปลี่ยนไปขายก๋วยเตี๋ยวเนื้อ ได้แค่นั้นจริงๆ แต่ยังไงต่อยังไม่รู้

สิ่งที่ผมบอกคือ
1. เลิกคิดขายก๋วยเตี๋ยวเนื้อซะ > เพราะไม่มีหลักประกันอะไรว่า คนจะมากิน แล้วทำขายไม่หมด ก็เป็นต้นทุนอีกเหมือนเดิม
2. คนแถวนั้น ก็ไม่ได้มีเงินเยอะ ดังนั้นก๋วยเตี๋ยวเนื้อมีราคา เค้าจะกินได้บ่อยแค่ไหนกัน (ผมพิจารณาจากพื้นที่)
3. ให้เริ่มทำต้นทุนที่แท้จริงซะ จะได้รู้ว่า อาหารไหน ต้นทุนที่แท้จริงคือเท่าไร (ผมเรียนมาครับ, เพื่อนก็เข้าใจด้วย เพราะทำร้านมาก่อน แต่หลังๆบอกว่า ยุ่ง เลยไม่ได้ทำแล้วก็ไม่ได้ทำอีกเลย)
4. ให้เริ่มทำรายรับรายจ่ายซะ จะได้รู้
5. ผมแนะนำให้ขายอาหารจานเดียว ชนิดหนึ่ง จริงๆ ผมยื่นข้อเสนอให้ 2 ชนิดอาหาร ตัวหนึ่งต้นทุนสูงกว่า > เพื่อนเลือกชนิดที่ต้นทุนสูงกว่า เพราะเพื่อนถนัด และเคยทำขาย คนบอก อร่อย
6. ผมบอกให้จัดร้านใหม่ ไม่ต้องทำร้านใหม่ แค่จัดใหม่ให้ดีขึ้น
7. ให้เวลาไปคิด และทำใจอาทิตย์นึง จากนั้นจะลุยจริง

ต่อมา สิ่งที่ทำ
1. เปิด facebook page + update ต่อเนื่อง
2. เปิด google my business
3. จดโดเมน redirect เข้า google my business ทั้งหมดนี้คือการสร้างตัวตนให้ร้านใน online
4. ทำเมนูใหม่ print A4 ไปติด ให้คนรับรู้ (เอาง่ายๆไว้ก่อน ต้นทุนถูกดี)
5. ทำ promotion เปิดร้าน ขายราคาครึ่งเดียว > ซึ่งจากการถอดต้นทุนแล้ว ขายราคาครึ่งเดียว ก็ยังได้กำไร!! > หมายความว่าไปต่อได้แล้วนะ
6. เพื่อนกลับมาทำข้าวขาหมูที่ตัวเองถนัดคู่ไปด้วย เพราะอาหารเมนูใหม่อีกอย่างที่ทำ ขายหมดตั้งแต่ 10 โมงเช้า!!
7. ค่อยๆลด promotion ลง ทยอยปรับเข้าสู่ราคาปกติ (ที่ไม่แพง) > ผลคือ ยอดขายเพิ่มอีก กำไรก็เพิ่มอีก สองเด้ง!
8. เพิ่มวัตถุดิบ เพื่อเพิ่มปริมาณขาย > ขายไม่ทัน หัวหมุนเลย > ได้ยอดขายเพิ่มอีก กำไรเพิ่มอีก
9. กำลังเชื่อม line man ,grab food, food panda อยู่ แน่นอน ขายราคาหน้าร้านได้ ไม่ปรับเพิ่ม เพราะหักค่า com ยังไงก็กำไร!!
10. มีโปรโมชั่นสำหรับคนซื้อเยอะ (จะได้ช่วยเพื่อนมาซื้อ และจะได้เป็นการซื้อเหมาด้วย เพิ่มกำไร เพิ่มยอดขาย)
11. มีโปรแรงถ้าต้องการระบาย stock (จะเก็บทิ้งทำไมครับ ขายถูกก็ยังได้กำไร ถ้าทิ้งเท่ากับขาดทุนทันที)

target ที่ผมตั้ง ผมบอกเพื่อนชัดเจน ว่าเกมผมเป็นเกมยาว คือเน้นยืนระยะยาวๆ ดังนั้น อะไรที่เราทำ เราต้องคิดระยะยาว ไม่ใช่แจกฟรี แล้วทุนหมด เจ๊ง promotion ทำได้ แต่เราต้องรู้จุดเรา ว่าเราทำได้แค่ไหน และเราจะต้องทำยังไง ให้ระยะสั้นได้ ระยะยาวก็ได้ กำไรก็ยังได้ เราต้องมีตัวเลข เราต้องมีข้อมูล ดีที่เพื่อนผมให้ข้อมูลหลายอย่างที่ตรงตามจริง ไม่บิดเบือน ทำให้การวิเคราะห์ของผมออกมาอ่านเกมขาด

อันนี้คร่าวๆก่อน หลังจากที่พิมพ์มาเริ่มยาว มาอ่านทวนแล้ว พบว่า มีอีกหลายอย่างที่ทำไปแล้ว แต่ไม่ได้พิมพ์ลงไปในนี้ ซึ่งทั้งหมดนี้ ผมเป็นคนเข้าไปช่วย guide และช่วยปรับให้หมดเลย สถานะเพื่อนตอนนี้คือ เดินต่อได้แล้วครับ จากก่อนนี้ ที่จะล้มพับไปแล้ว คือ เรียกได้ว่าล้มแน่นอนและ แต่ตอนนี้กำไรวันละหลายพันแล้ว ถ้ายังไปแบบนี้ต่อ หนี้หมดแน่นอน และพร้อมจะโตต่อด้วย เพราะว่าพื้นฐานแน่นแล้ว

หลักการผมไม่ยากครับ
1.ทำแล้วต้องมีกำไร (ไม่กำไร ระยะยาวรอดยากครับ เราไม่ใช่โรงทาน)
2.คนกินแล้วต้องรู้ว่าได้อะไรจากเราไป (เพื่อนผมจะมีจุดแข็งอยู่สองสามเรื่อง ผมเอามาขยี้ให้หนักเลย แล้วย้ำกับเพื่อนว่า นี่คือจุดแข็งต้องรักษาเอาไว้ให้ได้ เมื่อไรที่รักษาไม่ได้ จบแน่นอน)
3.สินค้า ราคา เหมาะกับพื้นที่ (สังเกตุดีๆ starbuck ไม่ได้เปิดถี่เหมือนอย่าง 7-11)
4.รักษามาตรฐาน ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม
5.ทำธุรกิจ ให้คิดยาวๆ อย่ามองวันต่อวัน เดือนต่อเดือน
6.มันคือธุรกิจ ถ้าคุณทำแล้วเอาแค่ความสุข ครับ คุณจะได้ความสุข ความฟินที่ได้ทำ นั่นคุณต้องรู้ตัวเองว่าคุณได้บรรลุสิ่งนั้นแล้ว แต่ถ้าคุณจะทำเพื่อเอากำไร คุณก็ต้องคิดให้ดี ให้ชัด ว่ากำไรมาจากไหน แล้วมันจะยั่งยืนได้อย่างไร (ย้อนไปอ่านข้างบน ว่าผมเล่นเกมยาว แต่ก็มี activity สำหรับระยะสั้นด้วยเช่นกัน)

จริงๆ ผมกำลังทำ case นี้ ให้เป็นตัวอย่างด้วย ผมก็เลยเข้าไป in detail ค่อนข้างเยอะ แต่เอาเป็นว่า มาปรึกษาได้นะครับ แต่ผมต้องเข้าใจ business และหน้างาน + พื้นที่ก่อนนะครับ ถึงจะช่วยแก้ได้ เพราะว่าแค่ละคน แต่ละ case จะมีแนวทางการที่ต่างกันด้วย

ความคิดเห็นที่ 34

ขอแชร์ประสบการณ์ค่า เราเปิดร้านชานมไข่มุก เมื่อเดือน ตุลาคม

ช่วงแรกที่เปิด ได้ยอด3000-4500 บาทต่อวัน

พอดี ช่วงกลางธันวา ทางเข้าร้าน มีทำถนน ทำให้ยอดตกมาเหลือวันละ 300-600฿ เคยได้น้อยสุด 180 บาทจ้างลูกน้อง2คนนะคะ

กุมภาพันธ์ ถนน เปิดให้วิ่งได้ครึ่งทาง มาถึงหน้าร้านพอดี เลยทำให้ยอดกลับมาบ้าง

1 ถนน เปิด รถเริ่มผ่านแต่ไม่เยอะ ได้ราวๆ หน้าร้าน 300-800฿
2เดลิเวอร์ลี่ จาก Grab 400-1000฿ / วัน

ยอดที่ได้มา คิดว่า เดลิเวอร์ลี่และโซเชียลมีเดียมีผลมากๆค่ะ  มีผลมากค่ะ ในปัจจุบัน
แล้วเราก็ขยันโพสเพจ ให้คนเห็นเสมอ ถ่ายรูปแก้วเมนู ต่าง วนไป แชร์ไปเรื่อยค่า โพสแทบทุกวัน ใครมาซื้อก็ขอถ่ายไว้ แกรบมาซื้อก็ถ่ายไว้  ดีลจัดเบรค ไว้ค่ะ ถ่ายลงไปเรื่อยๆ เราก็ ซื้อพร้อพ ในเนทมาถ่าย พร๊อพฉาก 100 กว่าบาท ใช้มือถือนิละค่า ก็ดูดีเทลในเนท ร้านไหนที่เราชอบ

ถ้าเป็นทางผ่าน ให้หารถยนต์ มาจอดไว้หน้าร้าน ให้เหมือนมีคนตลอดค่า อย่างเราร้านไหนจอดบ้าง ขี่ผ่านก็แวะอยู่นะคะ

อาจจะทำเป็นเชิญชวน เชคอิน อะไรแบบนี้ด้วยค่ะ

ถ้าในจังหวัดมีเพจ แนะนำ ที่กินเที่ยว เขาจะเป็นเพจที่คนติดตาม ขอลงโฆษณาได้ค่า คนจะได้เห็นร้าน เราก็ส่งรูปที่ สวยๆ เมนู น่าทานของร้านเราไปให้เขาค่ะ

ต้นทุนแก้ว อันนี้ก็สำคัญนะคะ ค่าแก้วของ ขจกท ค่อนข้างแพง เราลองสั่งทำในเนท ตกใบละ1.9 บาทเอง มีสกรีนด้วย  ลองลดต้นทุนแด้วดูนะคะ

เขียนซะยาว เคยตกอยู่ในเหตุการณณ์แบบนั้นค่ะเข้าใจเลย

ตอนนี้ที่ใช้บริการแบบจัดส่ง
ทุกวันที่ออฟฟิสจะสั่งเครื่องดื่มจากร้านที่ห่างประมาณ 4 กิโลเมตร
ทางร้านจะใส่ขวดเหล็กๆมาให้ก่อน และแยกน้ำแข็งครับ ทุนอาจจะเพิ่มหน่อย แต่ถ้าลูกค้าติดก็ได้ออเดอร์เรื่อยๆครับ

ลักษณะขวด