ป้องกัน: Traget PPV Traffic

บทความนี้มีรหัสผ่านป้องกันอยู่ การจะดูบทความโปรดใส่รหัสผ่านของคุณด้านล่าง

โรคเบาหวาน และ ปัญหาหูอื้อ เสียงดังในหู และเวียนศีรษะบ้านหมุน

ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูง อาจมีผลต่อผู้ป่วยที่มีปัญหาหูอื้อ เสียงดังในหู และ เวียนศีรษะบ้านหมุนได้ โดยจะทำให้เส้นเลือดหดตัว ทำให้เลือดไปเลี้ยงประสาทหู และอวัยวะทรงตัวได้น้อย ทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการได้ยิน และการทรงตัวได้ ดังนั้นผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติ และมีปัญหาหูอื้อ เสียงดังในหู และเวียนศีรษะบ้านหมุน

โรคเบาหวาน และ ปัญหาหูอื้อ   เสียงดังในหู และเวียนศีรษะบ้านหมุน

รศ. นพ. ปารยะ   อาศนะเสน
ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา   คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูง อาจมีผลต่อผู้ป่วยที่มีปัญหาหูอื้อ เสียงดังในหู และ เวียนศีรษะบ้านหมุนได้ โดยจะทำให้เส้นเลือดหดตัว ทำให้เลือดไปเลี้ยงประสาทหู และอวัยวะทรงตัวได้น้อย  ทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการได้ยิน และการทรงตัวได้ ดังนั้นผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติ และมีปัญหาหูอื้อ เสียงดังในหู และเวียนศีรษะบ้านหมุน ควรควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดโดย

1.  การควบคุมอาหาร 
ระวังอย่ารับประทานอาหารมากเกินไป ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และปรับลดส่วนให้เหมาะสมกับโรคเบาหวานคือ ลดอาหารจำพวกแป้ง หลีกเลี่ยง หรืองด ไขมันสัตว์ เครื่องในสัตว์ กะทิ น้ำมันปาล์ม  อาหารที่มีน้ำตาลมาก  บุหรี่  สุรา ( ผู้ที่ดื่มสุราจัดและดื่มเป็นประจำ ทำให้ตับอ่อนเสื่อมสมรรถภาพได้)

ควรรับประทานอาหารอย่างไรดี ?

  • รับประทานผักให้มากขึ้น
  • รับประทานข้าวตามกำหนดแต่จำกัดจำนวน ถ้าไม่อิ่มให้เพิ่มผักได้ รับประทานผลไม้ที่มีรสหวานน้อย เช่น ส้มโอ  ฝรั่ง  มะละกอ  พุทรา
  • ใช้เต้าหู้ ถั่วต่างๆ ทำอาหารให้มากขึ้น
  • ใช้น้ำมันพืช เช่น น้ำมันรำข้าว ถั่วเหลือง แทนไขมันสัตว์
  • รับประทานอาหารให้ตรงเวลา

การควบคุมอาหารสำคัญอย่างไร 
การรักษาโรคเบาหวานให้ได้ผลนั้นจำเป็นต้องควบคุมอาหารอย่างสม่ำเสมอ แม้ผู้ป่วยจะได้รับการรักษาด้วยการรับประทานยาหรือ ฉีดอินซูลินแล้วก็ตาม การควบคุมอาหารเป็นการรักษาที่สำคัญที่สุด เนื่องจาก

  1. ทำให้ผู้ป่วยสามารถรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้ใกล้เคียงระดับปกติได้
  2. ช่วยควบคุมน้ำหนักของผู้ป่วยให้อยู่ในเกณฑ์ที่ควรเป็น
  3. ป้องกันอาการหมดสติเนื่องจากการมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง
  4. ลดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ที่เกิดจากโรคเบาหวาน
  5. ทำให้ผู้ป่วยได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์ตามที่ร่างกายต้องการ
  6. ช่วยให้ผู้ป่วยมีสุขภาพแข็งแรง สามารถดำรงชีวิตและทำงานต่างๆ ได้อย่างคนปกติ

อาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

  • อาหารที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน และรับประทานได้โดยไม่จำกัด ได้แก่ ผักประเภทที่มีใยมาก เช่น ผักกาดขาว ผักบุ้งไทย ผักกวางตุ้ง ผักโขม แตงกวา บวบ ตำลึง สายบัว กะหล่ำปลี
  • อาหารที่ผู้ป่วยเบาหวานต้องจำกัด ได้แก่ อาหารประเภทข้าวเจ้า ข้าวเหนียว ขนมปัง ก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน เผือก มันเทศ ข้าวโพด แห้ว อาหารที่มีไขมันมากและเนื้อสัตว์ติดมัน

การแบ่งมื้ออาหาร

ควรกระจายออกเป็นมื้อย่อยๆ คือรับประทาทนทีละน้อย แต่รับประทานทุกมื้อ ดังตัวอย่างรายการอาหารต่อ 1 วัน ดังนี้

อาหารเช้า
อาหารกลางวัน
อาหารว่าง
อาหารเย็น
ข้าวต้มปลา ไก่ น้ำส้มคั้น
ก๋วยเตี๋ยวราดหน้า ผลไม้
นมจืด 1 แก้ว
ข้าว น้ำพริก ปลาย่าง ผักต่างๆ ผลไม ้

 

2.  การออกกำลังกาย 
ควรทำสม่ำเสมอและพอเหมาะกับสภาพร่างกาย นอกจากจะทำให้น้ำตาลในเลือดลดลงแล้ว การบริหารขาและเท้า จะช่วยให้กระแสเลือดไหลเวียนดีขึ้น ในรายที่ระดับน้ำตาลในเลือดไม่สูงมากนัก อาจรักษาด้วยการรับประทานอาหารที่ถูกต้อง และเหมาะสม ร่วมกับการออกกำลังกาย โดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาช่วย

3.  การใช้ยา 
ใช้ลดระดับน้ำตาลในเลือด มีทั้งชนิดกินและฉีด  ผู้ป่วยควรใช้ยาร่วมด้วยเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงมาก หรือ การควบคุมอาหาร และ การออกกำลังกายไม่ได้ผลในการลดระดับน้ำตาลในเลือด

4.  การหมั่นตรวจสุขภาพและตรวจเลือดอย่างสม่ำเสมอ 
โดยเฉพาะตา เพราะผู้ป่วยเบาหวานมักมีสุขภาพตาเสื่อมลงเร็วกว่าคนปกติ อาจตาบอดได้ถ้าไม่ระวังรักษาและเป็นต้อกระจกง่าย  ผู้ป่วยเบาหวานอาจมีระดับน้ำตาลขึ้นลงได้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง คือ อาหาร ยา การออกกำลังกาย การตรวจหาน้ำตาลในเลือดจึงมีความสำคัญในการควบคุมโรคเบาหวาน  นอกจากนี้ยังมีโรคบางชนิดมักเกิดร่วมกับเบาหวาน เช่น ไขมันในเลือดสูง ความดันเลือดสูง

5.  การระวังภาวะแทรกซ้อนจากน้ำตาลในเลือดต่ำ 
ภาวะน้ำตาลในเลือดลดต่ำเกินไป อาจก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ อาการของผู้ป่วยที่มีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ได้แก่ รู้สึกหิว ใจสั่น มือสั่น อ่อนเพลีย รู้สึกจะเป็นลม ปวดศีรษะ เหงื่อออกมาก รู้สึกยิบๆ ที่ลิ้นและริมฝีปาก ถ้าผู้ป่วยมีอาการดังกล่าว ควรรีบดื่มน้ำหวาน รับประทานน้ำตาล หรืออมท๊อฟฟี่ แล้วรีบพบแพทย์

6.  การรักษาความสะอาดของร่างกาย 
เช่น ผิวหนัง สุขภาพฟัน เท้า และบริเวณที่อับชื้นอย่างสม่ำเสมอ ถ้ามีแผลต้องรีบรักษา

7.  การมีบัตรหรือสัญลักษณ์ 
ผู้ป่วยควรมีบัตรเพื่อแสดงว่าเป็นโรคเบาหวานติดตัวประจำ เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจนหมดสติไป ผู้ที่พบเห็นจะได้ทำการช่วยเหลือหรือนำส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาที่ถูกต้องและรวดเร็ว

ขอขอบคุณแหล่งที่มา : http://www.rcot.org/2016/People/Detail/147

เมื่อฉันเลิกกินแป้งและน้ำตาล 1 เดือน

วันนี้จะขอเล่าประสบการณ์การงดน้ำตาลและแป้ง
เป็นเวลา 1 เดือนค่ะ (Ketogenic diet)

ก่อนอื่นต้องออกตัวก่อนว่าไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร
และโภชนาการนะคะ 
ข้อมูลตรงนี้จะเป็นเพียงประสบการณ์ตรง
บวกกับข้อมูลที่ศึกษามา
กรุณาปรึกษาแพทย์ประจำตัวหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนปฏิบัติตามค่ะ

เคยไหมคะ
ช่วงบ่ายหลังทานอาหารเที่ยงแล้วเริ่มง่วงเริ่มคิดอะไรไม่ออก
อยากจะหลับอย่างเดียวเลย เบื่อตัวเองมากๆที่เป็นแบบนี้

เมื่อปีก่อน แอดเป็นแบบนี้ประจำทุกวันเลยค่ะ
จนวันนึงได้ดูคลิปๆนึง เขาบอกว่า เงินทองมีค่าเท่ากับพลังงาน
เราจะไม่สามารถทำเงินได้หากเราไม่มีพลังงาน
พูดง่ายๆก็คือหากเราเจ็บป่วยอ่อนเพลีย อ่อนแรง
จะเอาแรงที่ไหนไปคิดเรื่องงาน เรื่องธุรกิจออกล่ะ

และได้อ่านเจอมาอีกว่าที่เรารู้สึกไม่มีแรงบันดาลใจ
ทำๆเลิกๆ จริงๆแล้วไม่ใช่ว่าเราไม่มีแรงบันดาลใจหรอก
แต่เป็นเพราะเราเหนื่อย ง่วง และอยากนอนเท่านั้น!
เห้ย จริงปะเนี่ย

มาวันนึงได้เห็นคลิปของ Gary Vaynerchuk
เขากินบลูเบอรี่ทุกวัน
แล้วคนถ่ายคลิปก็ถามว่าชอบกินหรอ
คุณแกรี่ แกตอบว่า
ไม่อะ แต่บลูเบอรี่นี่มันบำรุงสมอง
ฉันกินเหมือนกับว่า
มันเป็นส่วนนึงของงานเลย

เราก็แบบเริ่มกลับมาทบทวนว่า เรื่องอาหารนี่มันสำคัญ
และมีผลต่อความสำเร็จมากๆเลยใช่ไหม
เพราะปกติเป็นคนไม่ค่อยดูแลเรื่องการกิน
มีแต่ไปออกกำลังกายเป็นประจำ
แต่ก็ไม่รู้สึกว่าเป็นคนมี Energy แบบเต็มร้อยสักที

ตอนแรกเลยแอดเริ่มด้วยการทำ IF 16/8 ค่ะ
สำหรับแอด มันยากแค่ 3 วันแรกเท่านั้น
หลังจากนั้นก็อยู่ตัว ทำได้สบายๆ
เริ่มกินมื้อแรก ตอนเที่ยง จบมื้อสุดท้ายก่อน สองทุ่มค่ะ
(IF คือ Intermittent Fasting คือการงดอาหารเป็นช่วงเวลา
เลขตัวหน้าคือช่วงงดอาหาร เลขตัวหลังคือช่วงที่ทานได้
16/8 หมายถึงไม่ทานอะไร 16 ชั่วโมง และสามารถทานได้
ใน 8 ชั่วโมง ปรับตามไลฟ์สไตล์ความสะดวกของแต่ละคนได้)

เหตุผลที่เราทำ IF ก็คือ
แอดอยากให้หัวมันโล่งๆ ตอนช่วงเช้าค่ะ
เพราะถ้ากินปุ๊บ รู้สึกคิดอะไรไม่ค่อยออกเท่าตอนท้องว่างค่ะ

วันแรกๆที่ทำ IFก็หิวตั้งแต่ 10 โมงเช้าละ
ใจจดจ่อว่าเมื่อไหร่จะเที่ยงหละ หิวแล้วนะ
แต่ทำไปได้ซักระยะ สมองเราจะเริ่มไม่สนใจเรื่องอาหารละ
เพราะมันรู้แล้วว่าเราไม่กินตอนนี้

หลังจากทำ IF มาได้สักระยะแล้วก็พบว่า
เรามีวินัยขึ้นค่ะ จากเมื่อก่อนที่เราไม่เคยกำหนดเวลากิน
เรากินทั้งวันเลยค่ะ ดึกแค่ไหนก็กิน ถ้ายังนั่งหน้าคอม

ผ่านไป 6 เดือน ได้ไปเจอเพื่อนคนนึงค่ะ
เขามากับแฟน แล้วแฟนเพื่อนก็บอกว่า
เค้าเลิกกินน้ำตาลมาสองอาทิตย์แล้ว
เพราะว่าก่อนหน้านี้ปวดหลังมากๆ หมอเขาบอกว่า
ให้ควบคุมอาหารและน้ำตาล พอเขาเลิกกินน้ำตาลไปได้ 1 อาทิตย์
ปรากฏว่า อาการปวดหลังนั้นดีขึ้นมากๆ
และเขาก็บอกให้เราไปติดตาม IG หมอคนนึงค่ะ
ชื่อว่า Dr. Mark Hyman
หมอคนนี้เขาคอยให้ความรู้เรื่องโภชนาการต่างๆ
และมักจะบอกเสมอว่า สิ่งที่ทำให้เราอ้วนและป่วย
กันทุกวันนี้ไม่ใช่ไขมัน แต่เป็นน้ำตาลและแป้ง

เราก็เลยเริ่มสนใจเรื่องเลิกน้ำตาลละ
เพราะเราอยากจะมีพลังงานเยอะๆ และอยากมีสุขภาพที่ดี
ออกกำลังกายมาหลายปี แต่อาหารไม่เคยสนใจเลย
พออายุเข้าเลข 3 นี่เริ่มเห็นผลของการกินไม่คิด
และเริ่มเห็นละว่าทำอะไรนิดอะไรหน่อยก็เหนื่อยง่วง

แต่ก่อนหน้าจะเริ่มทำก็ลังเลอยู่นาน
เพราะเราจะกินชาไข่มุกไม่ได้แล้วจริงๆหรอ
ชีวิตนี้จะไม่ได้สัมผัสรสนุ่มหนึบหนับของไข่มุกจริงๆหนะหรอ
แต่พอคิดถึงสิ่งที่มันสำคัญกว่านั้นคือ พลังงานและสุขภาพ
เราก็คิดว่า เอาวะ ลองดูสักครั้ง

ตอนแรกกะว่าจะงดแป้งแปรรูปเฉยๆกับเลิกกินน้ำตาล
ตอนหลังเราไปเจอ Ketogenic Diet
คือการกินไขมันเพื่อลดไขมัน เลยลองทำดู
โดยตัดแป้งทุกชนิดและตัดน้ำตาลค่ะ
เปลี่ยนจากการใช้พลังงานจากแป้งและน้ำตาล
ให้เป็นการใช้พลังงานจากไขมันแทน
โดยสัดส่วนของอาหารแต่ละวันจะเป็น
Carb 5-10% Protein 20-25% Fat 75-65%
.
.
3 วันแรก
ผ่านไปสบายๆ เพราะเดิมไม่ค่อยกินข้าวและขนมหวานเท่าไหร่
เน้นกินกับมากกว่าอยู่แล้ว
แต่แอดจะติดขนมกรอบๆพวกเลย์ เฟรนฟราย
ก็ต้องตัดออกไป จะกินแต่อาหารที่เป็นมื้อจริงจังเท่านั้น
.
.
7 วันผ่านไป
ตอนนี้เริ่มลงแดงค่ะ
จากที่ไม่กินของหวานๆเท่าไหร่ นอกจากชานมไข่มุก
อยู่ๆก็นอนคิดถึงของหวานๆ นึกถึงโดนัทหวานๆ
มโนว่ากำลังเคี้ยวโดนัท และนมเนยน้ำตาลละลายฉ่ำๆในปาก
แอดเลยไปเสริจค่ะ ปรากฏว่ามันมีสูตรขนมมากมาย
ที่ใช้ผงอัลมอนทำได้ หรือแป้งมะพร้าว (ที่มีคาร์บต่ำมากๆ)
หลังจากวันนั้นก็สนุกเลยค่ะ
ทดลองทำขนมต่างๆ ชีสเค้กก็มา แพนเค้กก็มา
แต่ไม่ได้กินเยอะอะไร เอาแค่หายๆอยาก
เพราะว่าเรากำลังฝึกให้ร่างกายเราไม่ติดหวานค่ะ
ขณะเดียวกัน เราก็อย่าไปหักดิบ
สร้างความตึงเครียดให้กับร่างกายมาก
เพราะเราจะทำได้ไม่นานค่ะ
.
.
2 อาทิตย์ผ่านไป
ตอนนี้ไม่มีอาการโหยของหวานอะไรแล้วค่ะ
เป็นช่วงที่ได้เรียนรู้เรื่องอาหารต่างๆ จากที่ไม่เคยรู้มาก่อน
แอดติดตาม หมอสองท่านนี้ค่ะ
Dr. Mark Hyman และ Dr. Eric Berg
ได้ความรู้ใหม่ๆมาว่า ไขมันอิ่มตัว ว่ามันไม่ได้เป็นผู้ร้าย
แต่ที่มาของไขมันอิ่มตัวต่างหาก ที่เราต้องระวัง
เช่นไขมันจากวัวที่เลี้ยงปกติกับ
ไขมันจากวัวที่เลี้ยงด้วยหญ้าและปลอดสารเร่งนั้น
แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
และวัวสองแบบนี้ก็เป็นเนื้อสัตว์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงค่ะ
.
.
และจากเดิมที่แอดทำ IF 16/8 ก็เปลี่ยนมาเป็น 18/6 ค่ะ
ช่วงนี้มีความสุขมากๆเพราะว่าเราไม่หิวจนถึงช่วงบ่ายเลย
สมองโล่งสุดๆ และหลังจากที่เรากินมื้อแรกแล้ว ก็ไม่ง่วง
ไม่เพลียเหมือนตอนกินแป้งกินน้ำตาลแบบเมื่อก่อนอีกด้วย
.
.
3 อาทิตย์ผ่านไป
รูปร่างดีขึ้นค่ะ เอวหายไปสองนิ้ว
แต่ช่วงนี้ที่น้ำหนักและรูปร่างที่เล็กลงเกิดจากร่างกายเราคายน้ำออกค่ะ
ปกติเวลาที่เรากินคาร์บนั้น เซลล์ในร่างกายเราจะมีการอุ้มน้ำไว้
พอตอนนี้เรากินคาร์บน้อยลง มันจึงคายน้ำออกมา
อย่าเพิ่งไปดีใจว่าผอมแล้วๆค่ะ ต้องกินน้ำให้ได้วันละ 2-3 ลิตรเลย
.
.
1 เดือนผ่านไป ก็คือวันนี้ค่ะ
หายง่วงหายเพลีย รู้สึกมีแรงมากกว่าเดิม
หัวโล่งกว่าเดิม โฟกัสมากกว่าเดิม
ใส่ใจอาหารมากกว่าเดิม จากเดิมกินนอกบ้านบ้าง
ตอนนี้หันมาทำกินเองเกือบทั้งหมดเลยค่ะ
เพราะเราเลือกวัตถุดิบที่มันดีกับร่างกายเราเท่านั้น
ตอนหลังไปเวลาไปซุปเปอร์เราจะใส่ใจอ่านพวกฉลากส่วนผสมค่ะ
มีหลายอย่างดูทรงไม่น่าจะมีน้ำตาล รสชาติไม่ได้หวานอะไร
แต่เขาก็ใส่น้ำตาลกันค่ะ โดยอาจจะเป็นชื่ออื่นเช่น
Corn syrup, cane, brown rice syrup
หรือคำที่ลงท้ายด้วย -ose เช่น fructose, dextrose, maltose, sucrose เป็นต้น
.
.
ผลพลอยได้ที่ตามมาก็คือ
น้ำหนักลงไป 3.5 กิโล
เอวลดไป 3.5 นิ้ว
ต้นขา 1 นิ้ว
สะโพก 2 นิ้วค่ะ
แฮปปี้มากๆ เพราะนอกจากเราจะไม่เพลียง่ายๆแล้ว
เรายังกลับไปใส่เสื้อผ้าตัวเก่าๆได้ ตัวที่เราคิดว่าจะทิ้งมันไปซะแล้ว
.
.
และความเข้าใจผิดๆเกี่ยวกับ คีโตนั้นคือ
เรากินไขมันเป็นหลักโดยกินอะไรก็ได้
กินขาหมูทุกวัน ของทอดของมันแผล่บๆ
เนย ครีม วิปครีม กินอะไรก็ได้
จริงๆแล้วไม่ใช่แบบนั้นนะคะ
.
.
พลังงานหลักนั้นควรมากจากไขมันที่ดี
และไขมันที่บำรุงสมอง หลอดเลือดและหัวใจ
เช่นแซลมอน เนื้อวัวปลอดสารเร่งและเลี้ยงด้วยหญ้า
ไข่ อะโวคาโด น้ำมันมะกอก แมคคาเดเมียเป็นต้น
และไฟเบอร์ต่างๆก็อย่าให้ขาดค่ะ ผักใบเขียว ผลไม้เบอรี่ทานได้ค่ะ
.
.
ไม่ใช่เอะอะก็เบคอน ขาหมู วิปครีม ครีมชีส
คือมันกินได้นะคะ กินแบบไม่ต้องรู้สึกผิดอะไรได้
แต่ไม่ใช่กินได้ทุกมื้อแบบไม่ยั้ง
โดย Keto นั้นก็มีทั้ง Clean Keto และ Dirty Keto ค่ะ
อย่าเข้าใจผิดไปกินแบบ
Dirty Keto กันทุกวันทุกมื้อนะคะ
ถึงแม้ว่ามันจะเป็นไขมันเหมือนกัน
แต่ที่เราต้องคำนึงมากกว่านั้นคือ
เราจะได้สารอาหารอะไรบ้าง เป็นประโยชน์หรือไม่
.
.
ก่อนหน้านี้ไม่เคย Track สารอาหารที่เรากินแต่ละมื้อ
พอได้มา Track ดูแล้ว
โอโห้ เรากินน้ำตาลกันแบบว่าฉ่ำมาก
แค่น้ำหวานแก้วเดียว
ก็หมดโควต้าน้ำตาลที่เราสามารถกินได้ต่อวันแล้วค่ะ
ถ้าคุณได้ลองใช้แอ๊ปติดตามสารอาหาร
คุณจะพบความน่าสะพรึงของสิ่งที่เรากินเข้าไปแต่ละวันเลยค่ะ
เวลาที่เราไม่ได้ใส่ใจ เราจะรู้สึกว่ากินได้ไม่เป็นไรหรอก
เพราะมันไม่ส่งผลทันทีไงคะ แต่พออายุเรามากขึ้น
เราจะนึกเสียดายที่ไม่ได้ดูแลสุขภาพให้มันดีมาตั้งแต่วัยรุ่น
.
.
พฤติกรรมการกินเรานี่เหมือนกัน ดอกเบี้ยทบต้นค่ะ
แรกๆมองไม่เห็นหรอกว่ามันจะส่งผลได้ขนาดไหน
แต่เมื่อเวลายิ่งผ่านไป ผลของมันจะยิ่งชัดเจนๆ
และแตกต่างกันอย่างมากระหว่างคนที่ดูแลตัวเองมาตลอด
กับคนที่ไม่เคยดูแลตัวเองเลย
.
.
เมื่อก่อนนะคะ ไม่เคยคิดว่าเราจะเลิกกินน้ำตาล
และเลิกขนมไม่มีประโยชน์ได้
จริงๆแล้วมันเป็นแค่ Fixed Mindset ของเรา
ที่บอกว่าเราว่าเราทำไม่ได้หรอก
.
.
เมื่อเรามีเหตุผลที่มันมีความหมายพอว่าทำไมเราถึงอยากทำสิ่งนี้
เมื่อนั้นเราจะหาทางทำมันให้ได้เองค่ะ
ของแอดมินก็คือ เราอยากมี Energy ที่สม่ำเสมอและมีสุขภาพที่ดี
ไม่อยากรวยบนเตียงโรงพยาบาลค่ะ
ไม่อยากเป็นภาระของครอบครัว
อยากแข็งแรงเพื่อที่จะได้ดูแลครอบครัวคนที่เรารักไปนานๆ
.
.
เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งบอกว่าทำไม่ได้
จนกว่าคุณจะได้ลองทำมันอย่างจริงจังค่ะ
.
.
ถ้าชอบบทความนี้และเห็นว่ามีประโยชน์
อย่าลืมแชร์ไปให้คนที่เรารักได้อ่านนะคะ
.
.
—————————————————————
มีอีกเรื่องที่คิดว่าอยากจะเขียน
แต่รอรวบรวมพลังงานก่อนเพราะมันคงจะยาวมากกก
ก็คือเรื่อง เมื่อฉันเลิกเล่นเฟซบุ๊คเป็นเวลา 1 ปี
และตอนนี้ก็เข้าเดือนที่ 10 แล้วค่ะ
ที่แอดมินเลิกเล่นเฟสบุ๊คส่วนตัว
เดี๋ยวครบ 1 ปีเมื่อไหร่จะมารีวิวให้ฟังกันนะคะ
—————————————————————

เขียนโดย
Rich-Habits
แล้วเราจะปลูกฝังนิสัยแห่งความสำเร็จไปด้วยกัน